ความชุก (prevalence)ของ IBS คาดว่าพบ ในประชากร ทั่วโลกประมาณ 250 ล้านคน หรือประมาณ 5-25% โดยพบในคนผิวดำ ผิวขาว หรือพวก Hispanic ได้ไม่แตกต่างกันและ มักพบ ในเพศหญิง มากกว่าเพศชาย
   MORE INF


 

         สวัสดีครับ.. เพื่อนสมาชิกชมรมร้านขานขายยา ทั่วประเทศ ในการนำเสนอข่าวของเพื่อนสมาชิกฯ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสำเร็จของบุตร-หลานใน ครอบครัวท่าน หรือฝากข่าวในเรื่องที่ไม่กระทบ ต่อบุคคลอื่น
   MORE INFO


 
 รอบรู้เรื่องโรค

 เบาหวาน
 
ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
 
ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ
 
คอพอกธรรมดา
 คอพอกเป็นพิษ
 
ต่อมธัยรอยด์อักเสบ
 มะเร็งต่อมธัยรอยด์
 
ต่อมธัยรอยด์ทำงานน้อย
 
โรคคุชชิง
 
โรคแอดดิสัน
 
โรคชีแฮน
 
 โรคขาดอาหารในเด็ก
 
โรคขาดวิตามินเอ
 
โรคเหน็บชา
 
ลักปิดลักเปิด
 
โรคเก๊าท์
 
โรคหญิงวัยหมดประจำเดือน

 IBS

  วามชุก (prevalence)ของ IBS คาดว่าพบในประชากรทั่วโลกประมาณ 250 ล้านคน หรือประมาณ 5-25% โดยพบในคนผิวดำ ผิวขาว หรือพวก Hispanic ได้ไม่แตกต่างกันและมักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย

ยารักษา Irritble Bowel Syndrome
Irritble Bowel Syndrome (IBS) เป็นความผิดปกติในการทำงานของระบบทางเดินอาหาร (functional bowel disorder) โดยผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดท้อง ซึ่งสัมพันธ์กับการถ่ายอุจจาระ ทั้งในแง่ความถี่และลักษณะเนื้ออุจจาระร่วมกับมีความรู้สึกอึดอัดท้อง (bloating) แน่นท้อง (fullness) หรือท้องตึง (distension) ท้องผูก ท้องเสีย โดยตรวจไม่พบความผิดปกติของทางเดินอาหารจากภาพถ่ายรังสี (radiography) จากการส่องกล้อง (endoscopy) หรือจากการตรวจห้องปฏิบัติการ

พยาธิสรีรวิทยา
เกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายอย่างทั้งทางร่ายกายและจิตใจที่สำคัญ คือ

1. ความผิดปกติในการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร ซึ่งอาจมากเกินไป (hypermotility) ซึ่งพบในผู้ป่วย diarrhea-predominant IBS (IBS-D) หรือน้อยเกินไป (hypomotility) ซึ่งพบในผู้ป่วย constipation-predominant IBS (IBS-C) หรือ สลับไปมาระหว่างทั้ง 2 อาการ(alternating IBS; IBS-A) นั่นคือ จะมีความแปรปรวนของการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารได้สูง
2. ความไวต่อความรู้สึกเจ็บปวดของอวัยวะภายในช่องท้องสูงขึ้น (heightened visceral perception) ซึ่งพบได้ทั้งในผู้ป่วย IBS-D, IBS-C และผู้ป่วย pain-predominant IBS
3. การติดเชื้อในลำไส้ (post-infective IBS) เช่น acute bacterial gastroenteritis ท้องเสียจากการติดเชื้อ โดยพบความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาของอาการกับความเสี่ยงในการเกิด IBS ถ้าอาการท้องเสียเป็นนานเกิน 2 - 3 สัปดาห์ จะเพิ่มความเสี่ยงของ IBS และความเสี่ยงจะยิ่งสูงขึ้น ถ้าท้องเสียมานานมากกว่า 4 สัปดาห์
4. การได้รับสารบางชนิดที่มีฤทธิ์ระคายเคืองลำไส้ เช่น กรดน้ำดี กรดไขมันสายสั้น น้ำตาล lactose เป็นต้น นอกจากนี้ อาจตรวจพบความผิดปกติในการเคลื่อนไหวและเมตาบอลิซึมของก๊าซในทางเดินอาหารได้ด้วย
5. ปัจจัยทางด้านจิตใจและสังคม (psychoscial factor) ผู้ป่วย IBS บางรายอาจมีอาการวิตกกังวล ซึมเศร้า เครียด หวาดระแวง ขี้กลัว เป็นต้น ดังนั้นผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจจำเป็นต้องใช้ยาต้านอาการซึมเศร้า (depressant) ร่วมด้วย

ลักษณะอาการผู้ป่วย IBS
หากแบ่งตามกลุ่มอาการสำคัญจะได้ 3 กลุ่ม คือ

1. ผู้ป่วยที่มีอาการท้องผูกเด่น (constipation-predominant IBS; IBS-C)
2. ผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสียเด่น (diarrhea-predominant IBS; IBS-D)
3. ผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องเด่น (pain-predominant IBS)

การรักษา IBS ด้วยยา

การรักษา IBS ขึ้นกับว่าผู้ป่วยมีอาการลักษณะใดเด่น(ท้องผูก, ท้องเสีย, ปวดท้อง) และความรุนแรงของอาการ ตลอดจนแก้ไขพยาธิสรีรวิทยาอื่น ๆ ที่พบว่าเกี่ยวข้องกับการเกิด IBS การรักษา IBS ในระยะเริ่มต้นต้องอาศัยความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแพทย์และผู้ป่วย ควรสร้างความมั่นใจและเอาใจใส่แก่ผู้ป่วย นอกจากนี้ ควรให้ความรู้และข้อปฏิบัติเมือเกิดอาการแก่ผู้ป่วย วิธีดังกล่าวพบว่าได้ผลดีในผู้ป่วยที่มีอาการอยู่ในขั้นอ่อน โดยสามารถบรรเทาอาการและช่วยลดค่าใช้จ่ายทั้งทางตรงและทางอ้อมลงได้ หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรงขึ้น อาจจำเป็นต้องใช้ยาในการรักษา IBS ร่วมด้วย ทั้งนี้ ควรเลือกใช้ยาให้ตรงกับอาการหลักของผู้ป่วย และเนื่องจากผู้ป่วยบางรายอาจมีความผิดปกติทางจิตหรือมีความเครียด การใช้ยาต้านอาการซึมเศร้าหรือยาคลายอาการกังวลอาจช่วยแก้ไขความผิดปกติดังกล่วได้ สำหรับยาที่นำมาใช้รักษาIBS มีทั้งยากลุ่มดั้งเดิมและยากลุ่มใหม่ที่คาดว่าจะเข้ามามีบทบาททดแทนยากลุ่มเดิมมากขึ้น ยาที่ใช้มีดังนี้

1. ยารักษา IBS-C

1.1 ยากลุ่มเดิม ที่แนะนำ ได้แก่ ยาระบายที่มีฤทธิ์เพิ่มแรงออสโมติกในลำไส้ เช่น เกลือแมกนีเซียม lactulose หรือ polyethylene glycol เป็นต้น สำหรับการรับประทานใยอาหารขนาด 20 กรัม /วัน และไม่เกิน 30 กรัม /วัน พบว่า นอกจากจะช่วยบรรเทาอาการท้องผูกเพิ่มน้ำหนักอุจจาระแล้ว ใยอาหารยังช่วยลดอาการปวดท้องลงได้ เนื่องจากผลในการลด intracolonic pressure และ wall tension บริเวณลำไส้
1.2 ยากลุ่มใหม่ ที่แนะนำ คือ
ก. Tegaserod ซึ่งเป็น 5-HT4 partial agonist และจัดอยู่ในกลุ่ม “GI sensorimotor modulator” โดยออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงกับทางเดินอาหารและมีบทบาทสำคัญในการควบคุมความรู้สึกปวด (sensory) และการเคลื่อนตัวของลำไส้(motor) ซึ่งพบได้ในผู้ป่วย IBS จากการศึกษาพบว่า ยาจะช่วยเร่ง small bowel และ colonic transit ทำให้เพิ่มจำนวนครั้งของการถ่านอุจจาระในผู้ป่วย IBS-C ได้ Tegaserod เป็นยาที่ถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วภายหลังรับประทานและระดับยาสูงสุดภายใน 1 ชั่วโมง ทำให้เห็นผลเร็วในการบรรเทาอาการ IBS
บทบาทใหม่ของยา tegaserod ในอนาคต
เนื่องจาก tegaserod จัดเป็นยาใหม่ ซึ่งนอกจากจะทำการศึกษาในผู้ป่วย IBS และผู้ป่วยท้องผูกเรื้อรังแล้ว ยังมีการรักษาในผู้ป่วยกลุ่มอื่น ๆ อีก ซึ่งมีผลการศึกษาทางคลินิกที่คาดว่าจะออกมาในอนาคต คือ

1. ภาวะลำไส้ทำงานผิดปกติในเด็ก (pediatric functional disorder)
2. ภาวะลำไส้ไม่เคลื่อนไหวหลังผ่าตัด (postoperative ileus)
3.ผู้ป่วย diabetic gastroparesis

ข. Prucalopride ออกฤทธิ์เป็น seletive 5-HT4 full agonist ยาจะช่วยปรับความถี่และลักษณะเนื้ออุจจาระให้เป็นปกติ แต่ไม่มีผลลดอาการปวดท้อง ซึ่งเป็นอาการสำคัญของ IBS ลงได้ ยามีผลเสียต่อระบบประสาทส่วนกลาง เนื่องจากสามารถผ่าน Blood Brain Barrier (BBB) ได้ ผลข้างเคียงที่พบบ่อย คือ ท้องเสีย นอกจากนี้ ยังมีรายงานการเกิดมะเร็งในสัตว์ทดลองที่ได้ยานี้ จึงทำให้ต้องยุติการศึกษายานี้ชั่วคราว
1.3 ยาที่อยู่ระหว่างการศึกษา ได้แก่ Neurotrophic factor เช่น Brain Derived Neurotropic Factor (BDNF), neurotropin-3) เป็นต้น

2. ยารักษา IBS-D

2.1 ยากลุ่มเดิม ใช้ยาแก้อาการท้องเสีย (antidiarrheal agents) เช่น diphenoxylate หรือ loperamide ซึ่งแนะนำให้ใช้เป็นยาเลือกอันดับแรก สำหรับผู้ป่วยที่ท้องเสียจากน้ำดี แนะนำให้ใช้ยา cholestyramine
2.2 ยากลุ่มใหม่ ได้แก่ alsertron ซึ่งเป็นยากลุ่ม 5-HT3 antagonist มีผลชะลอ small bowel และcolonic transit พบว่า ยาให้ผลดีในผู้ป่วย IBS-D เพศหญิงที่มีอาการปวดท้องร่วมด้วย และยังทำให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยดีขึ้น ผลข้างเคียงที่พบบ่อย คือ ท้องผูก แต่ที่อันตราย คือ acuteischemic colitis ซึ่งพบประมาณ 0.1 – 1% ของผู้ป่วย ด้วย เหตุนี้ทางบริษัทผู้ผลิตจึงถอนยา alosetron ออกจากท้องตลาดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2543 หลังจากที่เพิ่งได้รับอนุมัติ ข้อบ่งใช้ดังกล่าวจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาไม่นาน
2.3 ยาที่อยู่ระหว่างการศึกษา ได้แก่ piboserod ซึ่งเป็น 5-HT4 antagonist และยากลุ่ม selective muscarinic M3 antagonist (cilancetron) เป็นต้น

3. ยารักษา Paain –IBS

3.1 ยากลุ่มเดิม ได้แก่
ก. ยาลดการบีบเกร็งของลำไส้ (antispasmodic)หรือ ยาคลายกล้ามเนื้อเรียบของลำไส้ (smooth muscle relaxant) เช่น cimetropium bromide , pianverium bromide, otilinium bromide, trimebutine, mebeverine เป็นต้น จากการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ meta-analysis พบว่า ยากลุ่มนี้ให้ผลดีกว่ายาหลอกในการบรรเทาอาการปวดท้องลงได้ แต่จากการวิเคราะห์ข้อมูล meta-analysis กลับไม่พบผลดีดังกล่าว
ข. ยาต้านอาการซึมเศร้า (antidepressant) ได้แก่ amitriptyline, imipramine, doxepin เป็นต้น พบว่า ฤทธิ์ระงับปวดของยาไม่ขึ้นกับฤทธิ์ในการต้านอาการซึมเศร้า และขนาดยาที่ใช้ก็ต่ำกว่าที่ใช้ในการรักษาอาการซึมเศร้า แนะนำให้ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงเรื้องรังและกลับเป็นซ้ำบ่อย(recurrent) หรือ ยาอื่นบรรเทาอาการปวดแล้วไม่ได้ผล(refractory)
3.2 ยากลุ่มใหม่ ได้แก่ alosertron ซึ่งใช้กรณีปวดท้องร่วมกับ IBS-D (อ่านรายละเอียดหัวข้อ 2.2 )
3.3 ยาที่อยู่ระหว่างการศึกษา เช่น a2–agonist (clonidine), K opioid agonist (fedotozine), neurkinin antagonist, 5- HT1 agonist agonist (buspirone),5-HT7 agonist เป็นต้น
3.4 Hypnotherapy หรือ psychotherapy ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการร่วมกับอาการทางจิตประสาทอย่างมาก

...................................................................................................................................................................................






© Copyright Thaidsc. All Rights Reserved. 1998-2007